ตะแกรงเหล็กฉีก” ตะแกรงเหล็กคุณสมบัติแน่น ที่ไม่ได้ทำจากเหล็กเพียงอย่างเดียว

รู้หรือไม่? ตะแกรงเหล็กฉีกคืออะไร ทำจากอะไร นำไปใช้งานอย่างไรได้บ้าง

สำหรับงานก่อสร้างไม่ว่าจะทั้งโครงสร้างการใช้งานภายนอก หรือองค์ประกอบการตกแต่งและการใช้งานภายใน ย่อมต้องมีการคำนึงถึงความแข็งแรง ทนทานมาเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งตัววัสดุที่ถือว่ามีคุณสมบัติคงทน แข็งแรงอย่าง โลหะชนิดต่างๆ เช่น เหล็ก สแตนเลส อลูมิเนียม เป็นต้น จึงถูกนำมาผลิตขึ้นเป็นโครงสร้างหลักในส่วนต่างๆ ของงานก่อสร้าง ที่ชัดเจนและน่าสนใจที่สุดคือ ตะแกรงเหล็กฉีก ตะแกรงเหล็กคุณสมบัติแน่น ที่ถูกนำมาใช้งานกันแพร่หลาย

ปัจจุบันหนึ่งในวัสดุก่อสร้างที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากนั่นก็คือ “ตะแกรงเหล็กฉีก” และรู้หรือไม่ว่าทำไมมันถึงได้รับความนิยม แล้วจริงๆ แล้วมันผลิตขึ้นมาได้อย่างไร ใช้แค่เหล็กเพียงอย่างเดียวหรือเปล่า วันนี้เราจึงจะพามาทำความรู้จักกับตะแกรงเหล็กฉีกที่ว่านี้กันให้มากขึ้น เพื่อเป็นเกร็ดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจ และกำลังมองหาวัสดุที่ตอบโจทย์ในเรื่องความแข็งแรง เพราะบอกได้เลยว่า ตะแกรงเหล็กฉีกเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกตะแกรงเหล็กที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

รู้จัก “ตะแกรงเหล็กฉีก” คือ?

ตะแกรงเหล็กฉีก (Expanded Metal) คือ ตะแกรงเหล็กที่ผลิตด้วยการนำแผ่นโลหะแผ่นเดียว มาผ่านกรรมวิธี ดึงหรือยืดออกด้วยเครื่องจักรเฉพาะ เพื่อให้เกิดเป็นช่องตาข่ายในลักษณะรูปสี่เหลี่ยม รูปข้าวหลามตัดที่เป็นเนื้อเดียวกันอย่างเป็นระเบียบ โดยในกระบวนการผลิตตะแกรงเหล็กฉีกนี้ จะไม่ใช่การนำเหล็กเส้นมาเชื่อมต่อกันหรือการเจาะรูแต่อย่างใด จะสังเกตได้จากการที่ตะแกรงเหล็กฉีกจะเป็นเนื้อเดียวกันและไร้รอยต่อ มีความสวยงามตลอดทั้งแผ่น

ตะแกรงเหล็กฉีก ไม่ได้ผลิตจากเหล็กเพียงอย่างเดียว

แม้จะเรียกกันว่า ตะแกรงเหล็กฉีก แต่ตะแกรงประเภทนี้ ไม่ได้ผลิตจากการใช้เหล็กเท่านั้น ยังมีการนำโลหะชนิดอื่นมาผ่านกรรมวิธีเดียวกันนี้ด้วย เพื่อให้เกิดคุณสมบัติพิเศษที่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้งานที่แตกต่างกันได้มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งประเภทโลหะที่นิยมนำมาใช้ผลิตตะแกรงเหล็กฉีก หลักๆ จะมีดังนี้

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม



เหล็ก (Steel)
ตะแกรงเหล็กฉีกโดยทั่วไปก็ใช้เหล็กแผ่นในการนำมาผลิตเป็นหลัก เพราะเหล็กนั้นมีคุณสมบัติที่โดดเด่นในด้านของความแข็งแรง ซึ่งเหล็กที่นิยมนำมาผลิตตะแกรงเหล็กฉีกจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทหลักคือ
เหล็กดำ (HR1 หรือ SPHC) – เหล็กดำคือ เหล็กที่ผ่านกระบวนการการรีดร้อน ในภาษาอังกฤษจึงเรียกว่า Hot Roll Steel Sheet (HR1 หรือ SPHC) นั่นเอง ถือเป็นเหล็กชนิดที่นำมาผลิตตะแกรงเหล็กฉีกมากที่สุด ด้วยคุณสมบัติที่มีความยืดหยุ่นได้ดี เหนียว ทนทาน ไม่เปราะง่าย
เหล็กขาว (SPCC) - เป็นเหล็กที่ใช้กระบวนการรีดเย็น ภาษาอังกฤษเรียกว่า Cold Roll Carbon Steel Sheet (SPCC) เหล็กชนิดนี้จะนำมาใช้ผลิตตะแกรงเหล็กฉีกในบางรุ่นที่ต้องการความบางและไม่ต้องถ่างตาข่ายให้กว้างมากนัก ซึ่งเหล็กขาวสามารถนำมายืดออกให้มีความบางได้ถึง 0.60 มม. เลยทีเดียว

สแตนเลส (Stainless Steel)
เป็นโลหะอีกชนิดที่นำมาใช้ผลิตตะแกรงเหล็กฉีก เนื่องจากคุณสมบัติของสแตนเลสที่ไม่เป็นสนิม มีความแข็งแรงทนทาน ทนต่อการกัดกร่อนของกรดและด่างบางชนิดได้อีกด้วย ทำให้เมื่อนำสแตนเลสมาผสมเข้ากับเหล็กทั่วไป ก็จะเพิ่มความแข็งแรงทนทานมากขึ้นไปอีกระดับ

อลูมิเนียม (Aluminium)
อลูมิเนียมถือเป็นโลหะที่มีน้ำหนักเบาที่สุด เพราะมีความหนาแน่นน้อย แต่มีความแข็งแรงทนทานด้วยเช่นกัน มีคุณสมบัติพิเศษคือ เมื่อเจอกับอากาศจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ทำให้เกิดชั้นฟิล์มบางๆ ที่เรียกว่า อลูมิเนียมออกไซด์ ที่สามารถป้องกันผิวของอลูมิเนียมไม่ให้เกิดปฏิกิริยาอื่นๆ ได้ จึงป้องกันการกัดกร่อนและกรดต่างๆ ได้ นอกจากนี้ยังแตกหักได้ยากด้วย อลูมิเนียมจึงถูกนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตตะแกรงเหล็กฉีก เพื่อให้เกิดคุณสมบัติที่ดีมากขึ้นนั่นเอง

ประเภทและคุณสมบัติการนำไปใช้งานของตะแกรงเหล็กฉีก

ตะแกรงเหล็กฉีกมีการผลิตออกมาหลักๆ 4 ประเภทด้วยกัน และโดยทั่วไปจะมีความหนาของตะแกรงและสันให้เลือกตั้งแต่ 1.2 เรียงกันไปจนถึง 6 มิลลิเมตร สำหรับขนาดความหนาที่ใช้ในงานทั่วไปจะอยู่ที่ 1.2 - 3 มิลลิเมตร แต่หากต้องการใช้ในงานที่ต้องรับน้ำหนักมากแนะนำให้ใช้ความหนาที่ 4.5 มิลลิเมตรขึ้นไป ส่วนประเภทหรือรุ่นของตะแกรงเหล็กมีดังนี้

1. ตะแกรงเหล็กฉีกประเภท XS เป็นตะแกรงเหล็กฉีกประเภทที่มีขนาดของตาข่ายค่อนข้างเล็ก และมีน้ำหนักเบา โดยมีขนาดความหนาให้เลือกตามแต่การใช้งานที่แตกต่างกันไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเหมาะกับการใช้งานเป็นผนังกันสัตว์ต่างๆ ผนังบังตา ทำราวบันได ราวระเบียง ปูเป็นพื้นลอยสำหรับอาคารและโรงงาน หรือนำไปทำรั้วบ้าน รั้วสนาม จะผลิตขึ้นจากเหล็กดำเป็นหลัก

2. ตะแกรงเหล็กฉีกประเภท XG สำหรับตะแกรงเหล็กประเภทนี้จะมีความโดดเด่นตรงที่ความหนา จึงสามารถรับน้ำหนักที่เยอะได้เป็นอย่างดี เหมาะกับการนำมาปูเป็นพื้นกันลื่น และปูพื้นสำหรับให้รถวิ่งผ่านได้ เช่น รถเครน รถขนส่ง ทำเป็นพื้นทางเดิน ทำราวหรือรั้วที่ต้องการความแข็งแรงที่มากขึ้น ผลิตขึ้นจากเหล็กดำเป็นหลัก


3. ตะแกรงเหล็กฉีกประเภท G เป็นตะแกรงเหล็กฉีกที่มีหน้าตาที่แตกต่างจากประเภทอื่นๆ เพราะมีช่องตาข่ายเป็นรูปหกเหลี่ยมคล้ายรังผึ้ง ทำให้แลดูมีความสวยงาม มีความแข็งแรงคงทนและรับน้ำหนักได้ดี จึงเหมาะนำไปใช้ในงานตกแต่งประตู หน้าต่าง และยังนิยมนำไปเป็นส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปปูพื้นทางเดิน ทำราวกันตก หรือผนังราวระเบียงได้ ผลิตขึ้นจากเหล็กดำเป็นหลัก


4. ตะแกรงเหล็กฉีกประเภท CL เป็นตะแกรงเหล็กฉีกที่มีช่องตาข่ายเล็กกว่าตะแกรงเหล็กมาตรฐาน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษ อีกจุดเด่นคือตะแกรงประเภทนี้ในทุกขนาดจะมีความหนาเพียง 0.60 มิลลิเมตรเท่านั้น โยจะผลิตขึ้นจากเหล็กขาวที่สามารถยืดได้บางที่สุดนั่นเอง

ประเทศไทยใช้ตะแกรงเหล็กฉีกแบบไหน?

ในส่วนของบ้านเรา ประเทศไทยเริ่มมีการใช้ตะแกรงเหล็กฉีกกันมาอย่างน้อย 40 ปี ด้วยการนำเข้าจากต่างประเทศในช่วงแรกๆ จากทั้งทางยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามการผลิต และเมื่อได้รับความนิยมมากขึ้น จึงเริ่มมีการผลิตขึ้นเองโดยใช้เครื่องจักรการผลิตเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นมาตรฐานการผลิตตะแกรงเหล็กฉีกในไทยจึงถือมาตรฐานตามของญี่ปุ่นที่เรียกว่า JIS มาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อได้ทำความรู้จักกับ “ตะแกรงเหล็กฉีก” กันไปแล้วในเบื้องต้น หวังว่าข้อมูลที่นำมาฝากกันนี้จะทำให้หลายๆ คนได้เห็นถึงการใช้ตะแกรงเหล็กฉีกที่หลากหลาย ตั้งแต่งานก่อสร้างภายนอก และภายในตามจุดต่างๆ ของอาคารบ้านเรือนได้ตามต้องการ หรือแม้กระทั่งการนำมาทำเป็นประกอบของเฟอร์นิเจอร์ ด้วยวัสดุที่นำมาผลิตเป็นตะแกรงเหล็กที่มีความทนทานมีคุณสมบัติที่เสริมความแข็งแรงนอกเหนือจากเหล็กที่แข็งแรงทนทานอยู่แล้ว

หากใครที่สนใจตะแกรงเหล็กฉีกคุณภาพสูง CVT เจริญวิทย์ เทรดดิ้ง แหล่งรวมอุปกรณ์อุตสาหกรรมชั้นนำ เรามีตะแกรงเหล็ก ตะแกรงเหล็กฉีก มาตรฐาน JIS ทุกสเปค มีวัสดุให้เลือกทุกชนิดทั้งสแตนเลส เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดงและทองเหลือง ให้ลูกค้าเลือกสเปคต่างๆ ได้อย่างอิสระ สอดคล้องกับการใช้งานอย่างที่ลูกค้าต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งภายในหรือภายนอก เฟอร์นิเจอร์ งานโครงสร้าง รองพื้นกันลื่น ไส้กรองอากาศ ปั๊มน้ำ ฯลฯ อีกมากมาย และยังมีบริการเคลือบสีในกรณีของเหล็กเพื่อป้องกันสนิม มีบริการดูแลทั้งก่อนและหลังการขายด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญตลอดอายุการใช้งาน พร้อมใบเซอร์รับรองคุณภาพ และทีมวิศวกรที่คอยพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


สนใจบริการมุ้งลวดนิรภัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โทร: 086-465-8825
สินค้าอุตสาหกรรมทั่วไป : 095-093-5064
อีเมล์ : sales.thaicvt@gmail.com
line: @cvtline

Visitors: 1,052,113